“ศุภชัย นิลดำ”
นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จังหวัดศรีสะเกษ มองเห็นโอกาสในการนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้ช่วยทำให้น้ำยางธรรมชาติมีการจับตัวที่ดีขึ้น ทดแทนการใช้สารเคมี และเป็นที่มาของโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การจับตัวน้ำยางธรรมชาติด้วยน้ำหมักชีวภาพ ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษมานำเสนอในงาน “มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ประจำปี 2553” ระหว่างวันที่ 30 กรกฏาคม – 1 สิงหาคมนี้ ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
“ศุภชัย นิลดำ” บอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะยางแท่งเอสทีอาร์ 20 ที่มีปริมาณการส่งออกมากที่สุด ประมาณ 80% ในกระบวนการผลิตยางแท่ง STR20 จะใช้ยางก้อนถ้วยเป็นวัตถุดิบหลัก การเตรียมยางก้อนถ้วยโดยทั่วไปจะใช้กรดฟอร์มิกในการจับตัวน้ำยางธรรมชาติ ซึ่งกรดฟอร์มิกมีราคาแพง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและใช้เวลาในการจับตัวนาน อาจก่อให้เกิดความเสียหายในช่วงฤดูฝน อีกทั้งยังเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ดังนั้นหากพัฒนาน้ำหมักชีวภาพจนมีคุณภาพและนำมาใช้ทดแทนกรดฟอร์มิกในกระบวนการกระตุ้นการจับตัวกันของน้ำยางธรรมชาติได้ จะเป็นการช่วยลดต้นทุน และสร้างระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ผลจากการทดลองใช้น้ำหมักชีวภาพทดแทนกรดฟอร์มิกปรากฏว่า น้ำหมักชีวภาพที่สามารถนำมาใช้แทนกรดฟอร์มิก คือ น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ที่มีความเข้มข้น 1.2 และ 4.0%โดยปริมาตร และน้ำหมักชีวภาพจากพืชผักสีเขียวที่มีความเข้มข้น 1.2% โดยปริมาตร ซึ่งน้ำหมักชีวภาพทั้ง 2 ชนิด สามารถจับตัวน้ำยางธรรมชาติได้สมบูรณ์และเร็วกว่าการใช้กรดฟอร์มิกถึง 10 เท่า แม้ที่ความเข้มข้นน้อยกว่า อีกทั้งเร็วกว่าน้ำยางธรรมชาติที่เสียสภาพตามธรรมชาติถึง 360 เท่า
นอกจากนี้ จากการทดสอบคุณภาพของยางก้อนถ้วยตามมาตรฐานยางแท่งพบว่า ยางที่ได้จากการจับตัวด้วยน้ำหมักชีวภาพมีปริมาณสิ่งสกปรก ปริมาณเถ้า ปริมาณไนโตรเจน และปริมาณสิ่งระเหยใกล้เคียงกับการใช้กรดฟอร์มิก แต่ความอ่อนตัวเริ่มแรก มีดัชนีความอ่อนตัวของยาง และค่าความหนืดที่ดีกว่ายางที่ได้จากการเสียสภาพตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการใช้กรดฟอร์มิก นอกจากนี้ การใช้น้ำหมักชีวภาพกระตุ้นการจับตัวของน้ำยางธรรมชาติเทียบกับการใช้กรดฟอร์มิก สามารถลดต้นทุนลงได้มากกว่า 50%
การใช้น้ำหมักชีวภาพทำยางก้อนถ้วย
"ข้อมูลจาก รายการวิจัยไทยคิด สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2553 เวลา 16.05 น. "
ชาวสวนยางขายยาง 3 รูปแบบ คือ
1. น้ำยางสด
2. ยางแผ่นดิบ
3. ยางก้อนถ้วย
* สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กำหนดมาตรฐานยางก้อนถ้วยที่ดี เป็นยางที่กรีดแล้วปล่อยให้น้ำยางจับตัว
ในถ้วยตามธรรมชาติ หรือใช้น้ำกรดฟอร์มิก กรดอะซิติิก เป็นวิธีที่่ง่ายและใช้เวลาน้อย
*เนื่องจากการทำยางก้อนถ้วยนั้นเกษตรกรจะต้องใช้กรดฟอร์มิกผสมกับน้ำยางพาราเพื่อทำให้ยางสูญเสียความเสถียร และจับตัวกันเป็นก้อน แต่การใช้กรดฟอร์มิกนั้นอาจทำให้ผู้ใช้เกิดอาการแพ้ มีผื่นแดง
การใช้น้ำหมักชีวภาพทำยางก้อนถ้วย เป็นผลงานของ นายศุภชัย นิลดำ และคณะ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จังหวัดศรีสะเกษ จากโครงการยุววิจัยยางพารา กองทุนสนับสนุนงานวิจัยได้รับรางวัลแกรนด์อวอร์ด อันดับ 4 ของโลก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของยางก้อนถ้วย ระหว่างการใช้น้ำหมักชีวภาพกับการใช้กรดฟอร์มิก 2% จับตัวน้ำยาง เลือกสูตรน้ำหมักชีวภาพ 2 สูตร คือ
1. น้ำหมักพ่อ (ผลไม้ หมักกับกากน้ำตาล)
2. น้ำหมักแม่ (ผักสีเขียว หมักกับกากน้ำตาล)
ผลการทดลอง การทำให้น้ำยางพาราจับตัวเป็นก้อน
- กรดฟอร์มิก ใช้เวลาเฉลี่ีย 50 นาที
- น้ำหมักชีวภาพ ใช้เวลาเฉลี่ย 2 นาที
น้ำหมักพ่อ เป็นน้ำหมักที่ไดจากผลไม้ (มะละกอ , ฟักทอง , กล้วย) 3 ส่วน + กากน้ำตาล 1 ส่วน
น้ำหมักแม่ เป็นน้ำหมักที่ได้จากผักสีเขียว (ผักบุ้ง , ผักกาด , หน่อไม้ ,หน่อกล้วย , พืชตระกูลถั่ว) 3 ส่วน
+ กากน้ำตาล 1 ส่วน
วิธีการหมัก
นำแต่ละส่วนหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 - 2 นิ้ว เทลงในถัง เทกากน้ำตาลลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ปิดฝา แล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน ใช้ได้แล้วได้น้ำหมักมาทดลองกับน้ำยางพารา เทียบกับกรดฟอร์มิก เมื่อนำน้ำหมักชีวภาพไปตรวจวิเคราะห์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบว่า กรดที่ได้จากน้ำหมักชีวภาพเป็นกรดอ่อนหลายชนิด เช่น กรดฟอร์มิก กรดแลคติก กรดซิตริก เป็นต้น
ผลการทดลองไปขยายผล นำไปใช้ในสวนยางพาราพบว่า เกษตรกรชาวสวนยางพึงพอใจ เพราะใช้น้ำหมักชีวภาพแล้วไม่คันมือเหมือนใช้กรดฟอร์มิก มีความปลอดภัย น้ำยางจัดตัวเป็นก้อนรวดเร็ว และไม่มีปัญหากับการรับซื้อ
"ขออนุญาตเผยแพร่ความดีที่น่าชื่นชม"....ขอบคุณเจ้าของเรื่องราวความดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น