ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สาระเล็ก ๆ เกี่ยวกับยางพารา

ธาตุอาหารหลักของยางพารา


สำหรับการทำสวนยางพารารอบแรกจากที่ดินที่เคยเป็นป่ามาก่อน มักพบว่าที่ดินดังกล่าวมีปริมาณธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุมากกว่าพื้นดินที่ปลูกยางพาราในรอบที่ 2 หรือ รอบที่ 3 เนื่องจากในการทำสวนยางพารานั้นพื้นดินได้สูญเสียธาตุอาหารที่สำคัญ ๆ ไปกับทุก 1,000 กิโลกรัมของน้ำยางที่ถูกกรีดและถูกนำออกไปจากสวนยางพารา คือ ธาตุไนโตรเจน 20 กิโลกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 5 กิโลกรัม, ธาตุโพแทสเซียม 25 กิโลกรัม และธาตุแคลเซียม 5 กิโลกรัม (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยยาง) การชดเชยหรือการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินที่ปลูกยางพาราจึงเป็นที่มาของปุ๋ยชนิดต่าง ๆ มากมายในปัจจุบันนี้ "ปุ๋ย" จึงหมายถึง สารอินทรีย์, อินทรียสังเคราะห์, อนินทรีย์ หรือจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารพืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี กายภาพ หรือชีวภาพในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช(ตามพ.ร.บ.ปุ๋ย-ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550)

ปุ๋ยซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางพาราใส่ให้กับต้นยางพาราในทุก ๆ ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปลูกสร้างสวนยางพารา ต้นยางพาราที่ได้รับปุ๋ยอย่างเพียงพอก็จะเจริญเติบโตได้เร็ว ทำให้สามารถเปิดกรีดได้เร็ว และสำหรับสวนยางพาราที่เปิดกรีดแล้ว การใส่ปุ๋ยก็จะทำให้เปลือกยางมีความนุ่ม กรีดง่ายจึงกรีดได้เร็วขึ้น และทำให้ผลผลิตน้ำยางสูงสม่ำเสมอ นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยยังสามารถลดอาการเปลือกแห้ง หรือลดการเป็นโรคเปลือกแห้งของต้นยางพารา ได้เช่นกัน ปุ๋ยที่นิยมใช้ในสวนยางพาราทุกวันนี้ หากจะแบ่งเป็นประเภท ก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ (ตามพ.ร.บ.ปุ๋ย-ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550)

ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์ หรืออินทรียสังเคราะห์ รวมถึง ปุ๋ยเชิงเดี่ยว, ปุ๋ยเชิงผสม และ ปุ๋ยเชิงประกอบ แต่ไม่รวมถึงปูนขาว, ดินมาร์ล, ยิปซัม และ โดโลไมต์ (ตามพ.ร.บ.ปุ๋ย-ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550)

นอกจากนี้แล้วยังมีชนิดของปุ๋ยที่ พ.ร.บ.ปุ๋ย-ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 กล่าวถึงอีก 2 ชนิด คือ

(1).ปุ๋ยชีวภาพ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่สามารถสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืช มาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินทางชีวภาพ, ทางกายภาพ หรือทางชีวเคมี และให้หมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์

(2).ปุ๋ยอินทรีย์เคมี หมายถึง ปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารรับรองแน่นอน โดยมีปริมาณอินทรียวัตถุตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แม่ปุ๋ย

แม่ปุ๋ย คือ ปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นมาด้วยกรรมวิธีทางเคมี ซึ่งจะมีปริมาณธาตุอาหารในสูตรที่เข้มข้นมาก แม่ปุ๋ยไม่มีการใส่สารตัวเติม แม่ปุ๋ยอาจมีธาตุอาหารธาตุใดธาตุหนึ่งหรือมากกว่าเป็นองค์ประกอบก็ได้ เช่น

- แม่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) จะให้ธาตุไนโตรเจนอย่างเดียว

- แม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) จะให้ธาตุไนโตรเจน และฟอสฟอรัสในรูปฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์

- แม่ปุ๋ยโปตัสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) ก็จะให้ธาตุโปตัสเซียมเพียงธาตุเดียว



ประเภทของปุ๋ยเคมี(แบ่งตามส่วนประกอบของธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในปุ๋ย) ได้ดังนี้

ปุ๋ยเชิงเดี่ยว หมายถึง ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักธาตุเดียว เช่น ปุ๋ยยูเรีย จะมีธาตุไนโตรเจนเพียงธาตเดียว, หรือปุ๋ยโพแทชเซียมคลอไรด์ จะมีธาตุโพแทชเซียมเพียงธาตุเดียว เป็นต้น

ปุ๋ยเชิงผสม หมายถึง ปุ๋ยเคมีที่ได้จากการผสมปุ๋ยเคมีชนิดหรือประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ธาตุอาหารตามต้องการ โดยปุ๋ยเคมีนั้นจะต้องมีธาตุอาหารหลัก 2 ธาตุขึ้นไป การผสมจะเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่เป็นเนื้อเดียวกัน( Bulk Blending) ก็ได้ เช่น ปุ๋ยผสมสูตร 30-5-18 หรือ ปุ๋ยผสมสูตร 20-8-20 เป็นต้น

ปุ๋ยเชิงประกอบ หมายถึง ปุ๋ยเคมีที่ทำขึ้นด้วยกรรมวิธีทางเคมี โดยผสมแบบเป็นเนื้อเดียวกัน (Granular) และมีธาตุอาหารหลักอย่างน้อยสองธาตุขึ้นไป เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 15-7-18 เป็นต้น

สูตรปุ๋ย

สูตรปุ๋ย คือตัวเลขบอกปริมาณธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ธาตุเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก โดยต้องเรียงตามลำดับคือ ธาตุไนโตรเจน-ธาตุฟอสฟอรัส-ธาตุโพแทสเซียม เช่น ปุ๋ยสูตร 20 - 8 - 20 หมายความว่า ในปุ๋ยสูตร 20 - 8 - 20 จำนวน 100 กิโลกรัม จะต้องมีธาตุไนโตรเจน จำนวน 20 กิโลกรัม, ธาตุฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (Available P2O5)จำนวน 8 กิโลกรัม และธาตุโพแทสเซียมในรูปโพแทสที่ละลายน้ำได้ (Water Soluble K2O)จำนวน 20 กิโลกรัม [หมายเหตุ ;ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ หรือ Available P2O5 คือ ฟอสเฟตที่ละลายน้ำ(Water Soluble) + ฟอสเฟตที่ละลายในกรดซิเตรท(Citrate Soluble)]

อัตราปุ๋ย

อัตราปุ๋ย หมายถึงจำนวนปุ๋ยที่เราใส่ต่อต้น หรือ ต่อไร่ เช่น สวนยางพาราที่เปิดกรีดแล้วควรใส่ปุ๋ยในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี โดยควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง ก่อนและปลายฤดูฝน

เรโชปุ๋ย

เรโชปุ๋ย คือตัวเลขที่บอกสัดส่วนขั้นต่ำของธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ธาตุในสูตรปุ๋ย เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 มีเรโช 1:1:1 เช่นเดียวกับปุ๋ยสูตร 10-10-10 ก็มีเรโช 1:1:1 เช่นกัน ดังนั้น ปุ๋ยที่มีเรโชเดียวกันจึงสามารถใช้แทนกันได้ โดยปรับอัตราปุ๋ยให้ถูกต้องตามสัดส่วน เช่น หากจะใช้ปุ๋ยสูตร 10-10-10 แทนปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก็ต้องใส่ปุ๋ยสูตร 10-10-10 ในอัตรา 1.5 เท่าของปุ๋ยสูตร 15-15-15 เป็นต้น

สารตัวเติม

สารตัวเติมหรือสารถ่วงน้ำหนัก หมายถึง สารที่ใส่ในปุ๋ยที่ทำการผสม เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมมีน้ำหนักครบ 100 กิโลกรัม ตามสูตรที่ต้องการ สารตัวเติมหรือสารถ่วงน้ำหนักที่มักใช้กัน เช่น ทราย, ดินมาร์ล หรือ หินฟอสเฟต แต่สำหรับการผสมปุ๋ยเคมีใช้เองไม่จำเป็นต้องใช้สารตัวเติม เพราะเราไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก

ธาตุไนโตรเจน

โดยธรรมชาติ ธาตุไนโตรเจนในดินจะมาจากการสลายตัวของสารอินทรียวัตถุโดยจุลินทรีย์จะเป็นผู้ย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนออกมาในรูปของอนุมูลสารประกอบ เช่น แอมโมเนียมไอออน (NH4+) และไนเทรตไอออน (No3-) แต่เนื่องจากในขณะนี้ดินมักมีอินทรีย์วัตถุเหลืออยู่น้อย จึงทำให้ไนโตรเจนในดินมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืชหรือต้นยางพารา เราจึงต้องใส่ปุ๋ยเคมีลงไปในดินเพื่อเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินและพืชหรือต้นยางพารา นอกจากนี้ ในความเป็นจริง ธาตุไนโตรเจนมีอยู่อย่างมากมายในอากาศในรูปของก๊าซไนโตรเจน แต่พืชโดยทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เลย ยกเว้น พืชตระกูลถั่ว รวมทั้งพืชคลุมดินตระกูลถั่วด้วย เท่านั้น ที่มีระบบรากพิเศษที่ทำให้สามารถเปลี่ยนรูปก๊าซไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นธาตุไนโตรเจนที่ปมรากได้ ซึ่งเรียกขบวนการนี้ว่า “Nitrogen fixation”

ธาตุไนโตรเจน เป็นธาตุที่สำคัญมากในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นยางพาราในระยะก่อนให้ผลผลิต และในระยะที่ต้นยางพาราให้ผลผลิตน้ำยางแล้ว ธาตุไนโตรเจนทำให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น ธาตุไนโตรเจนจึงเป็นธาตุอาหารที่ต้นยางพาราต้องการตลอดชีวิต ปุ๋ยที่เหมาะสำหรับยางพาราจึงมักเป็นปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น 20-8-20, 25-7-7 หรือ 29-5-18 เป็นต้น

ธาตุฟอสฟอรัส

แหล่งที่มาของธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินมาจากการสลายตัวผุพังของหินแร่ในดิน การสลายตัวของสารอินทรียวัตถุในดินก็สามารถปลดปล่อยฟอสฟอรัสออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชที่ปลูกได้เช่นกัน ธาตุฟอสฟอรัสในดินที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้จะต้องอยู่ในรูปของอนุมูลสารประกอบที่เรียกว่า ฟอสเฟตไอออน (H2PO4- และ HPO4-) ซึ่งจะต้องละลายอยู่ในน้ำในดินในความเป็นจริง ธาตุฟอสฟอรัสในดินมักมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มักละลายน้ำได้ยาก ดังนั้น จึงไม่อาจเป็นประโยชน์กับพืชหรือต้นยางพาราได้ นอกจากนี้ อนุมูลฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ มักจะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุต่าง ๆ ในดิน ดังนั้น เมื่อเราใส่ปุ๋ยฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ลงไปในดิน ประมาณร้อยละ 90 จะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุในดินกลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยาก จนไม่อาจเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟต จึงไม่ควรคลุกเคล้ากับดิน เพราะจะทำให้ปุ๋ยฟอสเฟตทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุต่างๆ ในดินได้เร็วขึ้น จึงควรจะใส่ปุ๋ยฟอสเฟตแบบเป็นจุดหรือโรยเป็นแถบให้ถึงระดับบริเวณที่มีรากของยางพาราอยู่ ปุ๋ยฟอสเฟตถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดหรือติดอยู่กับรากของยางพารา ก็จะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น ในการปลูกยางพารา เราจึงควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต(0-3-0)ก่อน

ธาตุฟอสฟอรัส จะทำให้ระบบรากของพืชและต้นยางพาราในระยะแรก ๆ แข็งแรงแพร่กระจายไปในดินอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็จะทำให้สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารพืชได้ดี สำหรับพืชอื่น ธาตุฟอสฟอรัส จะช่วยในการออกดอกและติดผลดีขึ้น เร็วขึ้น

ธาตุโพแทสเซียม

ธาตุโพแทสเซียมในดินมาจากการสลายตัวของหินและแร่หลายชนิด โพแทสเซียมที่อยู่ในรูปอนุมูลบวก หรือโพแทสเซียมไอออน (K+) เท่านั้นที่พืชจะดึงดูดไปใช้เป็นประโยชน์ได้ อนุมูลโพแทสเซียมในดินมักพบอยู่รอบ ๆ ผิวของอนุภาคดินเหนียว ดังนั้นดินที่มีเนื้อดินละเอียด เช่น ดินเหนียว จึงมีปริมาณของธาตุโพแทสเซียมสูงกว่าดินที่มีเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย หรือดินร่วนปนทราย ถึงแม้โพแทสเซียมไอออนจะดูดยึดอยู่ที่อนุภาคดินเหนียว แต่รากพืชหรือยางพาราก็สามารถดึงดูดธาตุนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ๆ พอ ๆ กับเมื่อมันละลายอยู่ในน้ำในดิน

ธาตุโพแทสเซียมมีความสำคัญในการสร้างและการเคลื่อนย้ายอาหารพวกแป้งและน้ำตาลไปเลี้ยงส่วนที่กำลังเติบโต และส่งไปเก็บไว้เป็นเสบียงที่หัวของพืชหรือที่ลำต้น สำหรับต้นยางพาราในระยะเปิดกรีดหรือระยะให้ผลผลิต ธาตุโพแทสเซียมทำให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น ปุ๋ยที่เหมาะสำหรับต้นยางพาราระยะนี้ คือปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงด้วย เช่น 15-7-18 หรือ 29-5-18 เป็นต้น



การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเกษตร

ปุ๋ยอินทรีย์เป็นปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติที่มีปริมาณธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ ปุ๋ยอินทรีย์มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีปริมาณ ธาตุอาหารแตกต่างกัน ดังนี้

- ปุ๋ยมูลสัตว์ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ต่างๆ ได้แก่ มูลไก่ มูลเป็ด มูลสุกร มูลโค มูลกระบือ มูลค้างคาว มีปริมาณธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ โดยมีไนโตรเจนประมาณ 1.2% มูลค้างคาวมีสูงสุด 3.1% สำหรับฟอสฟอรัสมีความแปรปรวนสูงคือ มีปริมาณฟอสฟอรัสเพียง 0.4% ในมูลโค และ 12.2% มูลค้างคาว ส่วนปริมาณโพแทสเซียมในมูลสัตว์มีปริมาณค่อนข้างใกล้เคียงกันประมาณ 1.5%

- ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการแปรสภาพของเศษซากพืชเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการย่อยสลายของเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ซึ่งย่อยสลาย

สารอินทรีย์ให้กลายเป็นฮิวมัส ระหว่างการหมักจะเกิดความร้อน ซึ่งจะทำลายเมล็ดวัชพืช จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคแมลง ปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ดีแล้ว

สามารถนำไปใช้กับพืชได้จำนวนมาก แต่ควรคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

- ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการไถกลบพืชขณะที่สดอยู่ลงในดิน อายุของพืชที่ควรไถกลบจะแตกต่างกันตามชนิดของพืช แต่ควรเป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็ว เป็นพืชที่สะสมน้ำหนักแห้งได้สูงให้ปริมาณธาตุไนโตรเจนสูง เมล็ดหาง่าย พืชที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลาย ถั่วพุ่ม ไมยราพไร้หนาม โสนอินเดีย โสนแอฟริกัน ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และกระถิน การปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นจะช่วยบำรุงดิน และเพิ่มไนโตรเจนได้มากกว่าการใช้พืชชนิดอื่น เนื่องจากเชื้อไรโซเบียมที่ปมรากของพืชตระกูลถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศแล้วให้ถั่วได้ใช้

ประโยชน์ ดังนั้นซากถั่วจึงมีไนโตรเจนสูงประมาณ 3-5% เมื่อไถกลบลงในดินจึงปลดปล่อยไนโตรเจนได้มากกว่าซากพืชชนิดอื่น

- ปุ๋ยชีวภาพ หมายถึงปุ๋ยที่มีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อใส่ลงในดินแล้วทำให้พืชได้รับธาตุอาหารมากขึ้น ปุ๋ยชีวภาพ

ที่แนะนำในปัจจุบัน ได้แก่ ปุ๋ยชีวภาพที่มีเชื้อบักเตรี เช่น ไรโซเบียม มีแบคทีเรียที่สร้างปมที่รากถั่ว ช่วนตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้ปุ๋ยไนโตรเจนแก่พืช เชื้อไมโคไรซ่า ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในรากพืชในระบบพึ่งพากันและกัน ส่วนของเส้นใยที่พันอยู่กับรากจะชอนไชเข้าไปในดิน ช่วยดูดธาตุอาหาร

ในดินโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสให้เป็นประโยชน์แก่พืช นอกจากนี้ยังป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสที่ละลายออกมาถูกตรึงโดยปฏิกิริยาทางเคมีของดินด้วย ชนิดที่พบในพืชไม้ยืนต้นและไม้ปลูกป่า เช่น สน รวมทั้งยางพาราด้วย ได้แก่ เอคโตไมโคไรซ่า การใช้ปุ๋ยชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้มีการพัฒนา

ด้านการเกษตร ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

- น้ำหมักชีวภาพ หมายถึงสารละลายเข้มข้นหรือของเหลวที่ได้จากการหมักพืชหรือสัตว์ในสภาพควบคุมอากาศ และถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์พวกยีสต์ แบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดกรดแลคติก และเชื้อราต่างๆ

3.6 การใช้ปุ๋ยหมักกับยางพารา

โดยทั่วไปสวนยางที่ไม่มีการใส่ปุ๋ยหรือไม่ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วระหว่างแถวยาง จะมีระดับของธาตุคาร์บอน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสต่ำ

ถึงปานกลาง แต่สำหรับพื้นที่ป่าเปิดใหม่จะมีระดับของธาตุคาร์บอนและไนโตรเจนสูง และมีการสะสมของธาตุโพแทสเซียมและแมกนีเซียมสูงด้วย สวนยางส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นสวนยางที่ได้รับการสงเคราะห์ปลูกแทน ดังนั้นเกษตรกรผู้ได้รับการสงเคราะห์ปลูกแทนจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ ซึ่งสถาบันวิจัยยางแนะนำปุ๋ยเคมีสูตร 20-8-20 และสูตร 20-10-12 สำหรับยางพาราก่อนเปิดกรีดตามปริมาณธาตุอาหารที่ยางพาราต้องการ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น